สั่งซื้อโทรกลับ

แนวโน้มความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปี 2025

The Middle of 2020s

เราเดินทางข้ามผ่านปี 2024 และก้าวเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 ซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงสำคัญ เราได้เห็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความเสี่ยงสูง, ความผิดพลาดของเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบทั่วโลก และการระบาดของโรคที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้แนวโน้มด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ยิ่งทวีความสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต

ปี 2025 เป็นปีที่เราจะเห็นภัยคุกคามทางไซเบอร์พัฒนาไปอีกระดับ โดยเฉพาะเมื่อ AI และ Machine Learning ถูกนำมาใช้ทั้งในด้านการป้องกันและการโจมตี ระบบรักษาความปลอดภัยต้องมีการปรับตัวให้รวดเร็วขึ้น และองค์กรต่าง ๆ จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อีกประเด็นสำคัญคือ Quantum Computing ซึ่งมีศักยภาพสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในด้านการเข้ารหัสแบบดั้งเดิม ทำให้ต้องพัฒนาแนวทางป้องกันใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน วิธีการโจมตีที่พัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการแอบอ้างตัวตนและการยกระดับสิทธิ์การเข้าถึง ยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญ ทำให้ต้องให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากบัญชีที่ถูกแฮ็ก 

สุดท้าย ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นทำให้ความเสี่ยงต่อการโจมตีทางไซเบอร์จากรัฐชาติต่าง ๆ สูงขึ้น องค์กรและประเทศต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามในยุคดิจิทัลที่ไม่แน่นอน 

ในปีที่ผ่านมา มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงสำคัญในสถานการณ์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ จะมาจากภัยคุกคามที่เกิดจาก AI, ความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นของ Ransomware และความจำเป็นใน การสร้างการยืนยันทางตัวตนที่แข็งแกร่ง:

  • ภัยคุกคามจาก AI ทำให้การโจมตีทางไซเบอร์เข้าถึงได้ง่ายขึ้น แม้แต่แฮกเกอร์มือสมัครเล่นก็สามารถใช้ AI สร้างอีเมลฟิชชิ่งหรือมัลแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้ 
  • Ransomware กลายเป็นกลยุทธ์หลักของอาชญากรไซเบอร์ มีการวางแผนเจาะเครือข่ายล่วงหน้า และขายสิทธิ์เข้าถึงให้ผู้เสนอราคาสูงสุด ทำให้องค์กรยังเสี่ยงต่อการถูกโจมตีซ้ำ แม้จะแก้ไขปัญหาครั้งแรกไปแล้ว
  • การโจมตี MFA (Multi-Factor Authentication) แฮกเกอร์พยายามข้ามระบบยืนยันตัวตนหลายขั้นตอน โดยเน้นไปที่ session tokens, API keys และจุดอ่อนอื่น ๆ ทำให้ต้องมีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น 

แนวโน้มความปลอดภัยทางไซเบอร์ในปี 2025!

1.ฟองสบู่ AI2 กำลังจะแตก สัญญาณภัยคุกคามจาก AI ที่เริ่มลดลง

แนวโน้ม AI2 หรือ “อัตราเงินเฟ้อปัญญาประดิษฐ์” (Artificial Inflation ของ Artificial Intelligence) มีแนวโน้มจะพุ่งสูงสุดในปี 2024 ก่อนที่ฟองสบู่อาจเริ่มแตกในหลายอุตสาหกรรมภายในปี 2025 แม้ว่า ChatGPT และระบบเสริมต่างๆ จะสร้างความตื่นเต้นมากมาย แต่ความจริงแล้ว AI ยังไม่สามารถทำได้ตามที่การตลาดโฆษณาเกินจริง 

การใช้คำโฆษณา "ขับเคลื่อนด้วย AI" อย่างพร่ำเพรื่อโดยไม่มีคุณค่าจริง กำลังทำลายความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการในตลาด แม้ว่าจะมีนวัตกรรมบางอย่างที่ได้ประโยชน์จาก AI จริงๆ แต่การกล่าวอ้างเกินจริงกลับสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์โดยรวมของอุตสาหกรรม  

อย่างไรก็ตาม Narrow AI ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางกำลังแสดงศักยภาพที่น่าประทับใจในการยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน โดยเฉพาะในด้านระบบอัตโนมัติสำหรับการผลิตและการจัดการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งได้พัฒนาภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม ความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรม AI ต่อไปจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า แต่รวมถึงการสร้างสมดุลระหว่างการนำเสนอนวัตกรรมกับความคาดหวังที่สมเหตุสมผล เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการล่มสลายของมูลค่าที่ถูกประเมินเกินจริง 

 

2.องค์กรเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามจาก Quantum Computing

ภัยคุกคามจากการประมวลผลควอนตัมเปรียบเหมือน "ปริศนาแมวของชเรอดิงเงอร์" ในทางควอนตัมฟิสิกส์ - คือมีสถานะที่ "ทั้งมี" และ "ยังไม่มี" พร้อมกัน สร้างความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลกไซเบอร์

คาดว่าภายในปี 2025 คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะสามารถถอดรหัสข้อมูลที่ใช้มาตรฐานการเข้ารหัสปัจจุบันส่งผลให้ระบบรักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมกลายเป็นสิ่งล้าสมัย องค์กรสำคัญอย่างธนาคารและสถาบันการเงินจึงเริ่มปรับเปลี่ยนไปสู่มาตรฐานการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography) ที่พัฒนาโดยสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIST)

แม้ภัยคุกคามนี้ยังไม่เกิดขึ้นจริง แต่มาตรฐานความปลอดภัยใหม่ได้ผ่านการพัฒนาและทดสอบอย่างเข้มข้นกว่า 8 ปี จากอัลกอริทึมทั้งหมด 69 รายการ NIS ได้คัดเลือกเพียง 4 รายการที่มีความทนทานต่อการโจมตีจากควอนตัม ได้แก่ CRYSTAL-Kyber, CRYSTAL-Dilithium, FALCON และ SPHINCS+

ภายในปี 2027 มาตรฐานเหล่านี้มีแนวโน้มจะถูกบังคับใช้ในหน่วยงานรัฐบาลและภาคธุรกิจสำคัญ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงระดับชาติในยุคที่เทคโนโลยีควอนตัมกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว โลกจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่มีโอกาสเป็นจริงได้ในอนาคตอันใกล้

3.การเลิกใช้ Windows 10 จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2025 โลกเทคโนโลยีจะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อ Microsoft ยุติการสนับสนุน Windows 10 อย่างเป็นทางการ นับเป็นการสิ้นสุดยุคของระบบปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่กรณี Windows XP ส่งผลให้คอมพิวเตอร์หลายร้อยล้านเครื่องทั่วโลกที่ขาดคุณสมบัติฮาร์ดแวร์สำหรับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ต้องเผชิญกับทางเลือกอันเลวร้าย: กลายเป็นอุปกรณ์ที่ไร้ประสิทธิภาพและไม่ปลอดภัย หรือถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ 

ข้อจำกัดทางเทคนิคที่ไม่สามารถข้ามผ่านได้คือความต้องการคุณสมบัติด้านความปลอดภัยระดับฮาร์ดแวร์ โดยเฉพาะ Secure Boot และโมดูล TPM 2.0 ซึ่งเป็นข้อกำหนดบังคับสำหรับการอัปเกรดเป็น Windows 11 อุปกรณ์รุ่นเก่าที่ขาดเทคโนโลยีเหล่านี้จึงถูกตัดขาดจากเส้นทางการอัปเกรด แม้จะยังทำงานได้ดีในด้านอื่นๆ 

เมื่อการอัปเดตความปลอดภัยและแพตช์ระบบหยุดชะงัก อุปกรณ์เหล่านี้จะกลายเป็นเป้าหมายอันโอชะสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ สร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อข้อมูลส่วนบุคคลและความปลอดภัยทางดิจิทัล วิกฤตการณ์นี้ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รายบุคคล แต่ยังรวมถึงองค์กรและหน่วยงานที่ยังคงพึ่งพาอุปกรณ์รุ่นเก่าเหล่านี้ 

ปรากฏการณ์นี้จะสร้างความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลครั้งใหม่ และส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาลจากขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก ท่ามกลางความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เราต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและการเข้าถึงทางดิจิทัลที่เท่าเทียมควบคู่กับความปลอดภัยทางไซเบอร์

4.การโจรกรรมตัวตนแบบย้อนกลับ และการสร้างตัวตนปลอมทางดิจิทัล

การโจรกรรมตัวตนแบบย้อนกลับ (Reverse Identity Theft) กำลังพัฒนาไปไกลกว่าการขโมยข้อมูลแบบเดิม ๆ ทุกวันนี้ อาชญากรไซเบอร์ไม่ได้แค่ขโมยข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ แต่ยังนำข้อมูลที่รั่วไหลจากหลายแหล่งมาผสม เชื่อมโยง และบิดเบือนอย่างแนบเนียน จนสร้างตัวตนดิจิทัลปลอมที่ดูน่าเชื่อถืออย่างไม่น่าเชื่อ

ภัยคุกคามนี้มีความล้ำหน้าเกินกว่าการขโมยตัวตนแบบดั้งเดิม เมื่ออาชญากรเริ่มนำข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และข้อมูลสาธารณะของบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงกับข้อมูลของเหยื่อ สร้างโปรไฟล์ลูกผสมที่มีทั้งข้อมูลจริงและข้อมูลปลอม ทำให้การป้องกันและตรวจจับมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยที่เหยื่อมักไม่รู้ตัวจนกว่าความเสียหายจะเกิดขึ้นแล้ว 

คนที่มีชื่อซ้ำกันหรือชื่อคล้ายกัน มีความเสี่ยงสูงที่จะโดนเล่นงานจากวิธีนี้ ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ เช่น การได้รับข้อความที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือการเรียกเก็บเงินผิดคน ไปจนถึงความเสียหายร้ายแรง เช่น การถูกกล่าวหาในคดีที่ไม่ได้กระทำ หรือการเสื่อมเสียชื่อเสียงจากการกระทำของบุคคลอื่น

ในยุคที่ข้อมูลดิจิทัลกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญ การป้องกันตัวตนจึงไม่ใช่เพียงการปกป้องข้อมูลส่วนตัว แต่ยังรวมถึงการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลที่เชื่อมโยงกับตัวเราในโลกออนไลน์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็นแต่ทรงพลังนี้

5.ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งเป็นเป้าหมายของการโจมตีระดับชาติ  

ในปี 2025 โครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง สาธารณสุข การเงิน พลังงาน และการคมนาคม จะต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะจากกลุ่มที่มีแรงจูงใจทางการเมืองหรือผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ พวกเขามักมองหาช่องโหว่ของระบบที่มีการป้องกันต่ำ เพื่อสร้างความปั่นป่วนและบั่นทอนเสถียรภาพของประเทศเป้าหมาย

ช่องโหว่ของระบบโครงสร้างพื้นฐาน ในปัจจุบันเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น การขาดแคลนงบประมาณด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี และการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ทันสมัย ส่งผลให้ระบบเหล่านี้กลายเป็นเป้าหมายที่อ่อนไหวต่อการโจมตี หากการโจมตีประสบความสำเร็จ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอาจลุกลามไปทั่วประเทศ ก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของบริการที่จำเป็น และความไม่มั่นคงในระดับชาติ 

เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น องค์กรและหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการป้องกันทางไซเบอร์ ตั้งแต่การเพิ่มงบประมาณด้านความปลอดภัย, ใช้ระบบตรวจจับภัยคุกคามที่ทันสมัย และพัฒนาแนวทางรับมือในกรณีที่เกิดการโจมตี เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นหัวใจของประเทศ

6.การทำงานหลายงาน และการใช้ AI ช่วยในการทำงาน (Moonlighting and AI Assistant Uprising) 

ยุคที่การทำงานจากระยะไกล (Remote Work) กลายเป็นเรื่องปกติ ทำให้พนักงานจำนวนไม่น้อยเริ่มรับงานหลายที่พร้อมกันโดยที่นายจ้างไม่รู้ ซึ่งอาจนำไปสู่ประเด็นด้านจริยธรรมและข้อกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้ AI เข้ามาช่วยทำงานแทนพนักงานจริง โดยไม่แจ้งให้บริษัททราบ

AI ช่วยให้การทำงานหลายงานง่ายขึ้น เนื่องจากสามารถจัดการงานที่ซับซ้อน เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล, การสร้างเนื้อหา, และการตอบอีเมลโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้พนักงานสามารถรับผิดชอบหลายงานในเวลาเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ AI ถูกใช้เพื่อทำงานแทนมนุษย์โดยที่ไม่มีการแจ้งให้นายจ้างทราบ ซึ่งอาจกระทบต่อ คุณภาพงาน ความรับผิดชอบ และความโปร่งใส ของพนักงาน

บริษัทที่ขาดความเข้าใจด้านเทคโนโลยีอาจไม่ทันสังเกตว่าพนักงานกำลังใช้ AI ทำงานแทน ส่งผลให้เกิดปัญหาในหลายด้าน เช่น ลิขสิทธิ์ของงานที่สร้างโดย AI, ความปลอดภัยของข้อมูล, และข้อกฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานและ AI นอกจากนี้ หาก AI ถูกใช้ในงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์หรือการตัดสินใจที่ซับซ้อน อาจส่งผลต่อคุณภาพงานและความถูกต้องของข้อมูล

เพื่อป้องกันปัญหานี้ องค์กรจำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI และการทำงานหลายงาน โดยอาจต้องใช้ระบบตรวจสอบและควบคุมการใช้ AI ในงานที่สำคัญ พร้อมทั้งส่งเสริมให้พนักงานใช้ AI อย่างโปร่งใสและถูกต้อง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ละเมิดกฎระเบียบของบริษัท

7.สนามรบใหม่ในสงครามไซเบอร์: เส้นทางสู่สิทธิพิเศษที่ซ่อนอยู่ (Hidden Paths to Privilege™)

ในปี 2025 การลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร แต่ การเพิ่มเครื่องมือความปลอดภัยโดยไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามเสมอไป หลายองค์กรยังคงใช้แนวทาง การแก้ปัญหาเฉพาะจุด (point solutions) เพื่อตอบสนองต่อเทคนิคการโจมตีใหม่ ๆ แทนที่จะพัฒนาระบบป้องกันแบบครบวงจร

ปัญหาหลักของการมีเครื่องมือมากเกินไป คือ ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และ การขาดการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ แม้แต่เครื่องมือจากผู้ให้บริการรายเดียวกันก็อาจไม่สามารถเชื่อมต่อหรือแบ่งปันข้อมูลกันได้อย่างราบรื่น ทำให้การวิเคราะห์ภัยคุกคามและการตอบสนองล่าช้าและที่แย่กว่านั้นคือ อาจเปิดช่องโหว่ใหม่ จากการตั้งค่าที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ

ผลที่ตามมา ไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น แต่ยังลดประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยในระยะยาว องค์กรจึงควรเน้นที่ การบูรณาการระบบรักษาความปลอดภัยให้เป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะเพิ่มเครื่องมือจำนวนมากโดยขาดแผนการใช้งานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการมีระบบที่ซับซ้อนเกินไป

ผลที่ตามมา ไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น แต่ยังลดประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยในระยะยาว องค์กรจึงควรเน้นที่ การบูรณาการระบบรักษาความปลอดภัยให้เป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะเพิ่มเครื่องมือจำนวนมากโดยขาดแผนการใช้งานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการมีระบบที่ซับซ้อนเกินไป

8.การลงทุนที่มากเกินไปในเครื่องมือความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เกินความจำเป็น (Too Much of a Good Thing?) 

ในปี 2025 การลงทุนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จะยังคงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับองค์กร แต่ การเพิ่มเครื่องมือความปลอดภัยโดยไม่มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน อาจไม่ได้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามเสมอไป หลายองค์กรยังคงใช้แนวทาง การแก้ปัญหาเฉพาะจุด (point solutions) เพื่อตอบสนองต่อเทคนิคการโจมตีใหม่ ๆ แทนที่จะพัฒนาระบบป้องกันแบบครบวงจร

ปัญหาหลักของการมีเครื่องมือมากเกินไป คือ ความซับซ้อนในการบริหารจัดการ และ การขาดการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ แม้แต่เครื่องมือจากผู้ให้บริการรายเดียวกันก็อาจไม่สามารถเชื่อมต่อหรือแบ่งปันข้อมูลกันได้อย่างราบรื่น ทำให้การวิเคราะห์ภัยคุกคามและการตอบสนองล่าช้า นอกจากนี้ การจัดการเครื่องมือที่หลากหลายยังเพิ่มภาระให้กับทีมรักษาความปลอดภัย และอาจทำให้ เกิดช่องโหว่ใหม่จากการตั้งค่าที่ไม่เหมาะสม

ผลที่ตามมา ไม่เพียงแต่เพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น แต่ยังลดประสิทธิภาพของระบบความปลอดภัยในระยะยาว องค์กรจึงควรเน้นที่ การบูรณาการระบบรักษาความปลอดภัยให้เป็นหนึ่งเดียว แทนที่จะเพิ่มเครื่องมือจำนวนมากโดยขาดแผนการใช้งานที่ชัดเจน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการมีระบบที่ซับซ้อนเกินไป

9.มาตรฐานใหม่สำหรับการประกันภัยไซเบอร์ (Cyber Insurance Requirements Play Catchup)

ในอนาคต บริษัทประกันภัยไซเบอร์ จำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการประเมินความเสี่ยงให้ทันกับภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ ภัยจาก AI และ Quantum Computing แม้ว่าจะมีการอัปเดตนโยบายเกี่ยวกับ Ransomware เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในองค์กรแล้ว แต่ยังไม่มีมาตรการเฉพาะสำหรับความเสี่ยงที่เกิดจาก AI และ Quantum Computing

ปัจจุบันหลายองค์กรเริ่ม ออกนโยบายควบคุมการใช้งาน AI เพื่อลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายองค์กรที่เลือก ไม่จำกัดการใช้งาน AI ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญจะถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้บริษัทประกันต้องเริ่ม ปรับเงื่อนไขการคุ้มครอง ให้ครอบคลุมความเสี่ยงจาก AI และ Quantum Computing มากขึ้น

บริษัทประกันอาจต้อง เพิ่มข้อยกเว้นใหม่ๆ ในกรมธรรม์ โดยเฉพาะในกรณีที่องค์กรไม่ได้ใช้ การเข้ารหัสที่ทนทานต่อ Quantum Computing ซึ่งจะเป็นจุดอ่อนที่อาจทำให้ข้อมูลรั่วไหลได้ง่ายขึ้น ดังนั้น การประกันภัยไซเบอร์จะต้อง พัฒนาให้เท่าทันเทคโนโลยีและกำหนดมาตรฐานใหม่ เพื่อช่วยองค์กรลดความเสี่ยงในโลกดิจิทัลที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ